ปัญหาผู้เช่าค้างชำระค่าเช่าหรือเบี้ยวหนี้ ถือเป็นหนึ่งใน “ฝันร้าย” ที่สุดของเจ้าของหอพักและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ หลายครั้งที่การทวงถามแบบไร้ทิศทางนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง หรือร้ายแรงที่สุดคือการทำผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การล็อกห้อง หรือตัดน้ำตัดไฟ
ในบทความนี้ Roomont ได้รวบรวมขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ทั้งในเชิงศิลปะการเจรจาประนีประนอม และขั้นตอนทางกฎหมายควบคุมสัญญาเช่า เพื่อให้คุณได้สิทธิ์และค่าเช่าคืนมาอย่างละมุนละม่อมที่สุดครับ
1. เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพูดคุยอย่างเปิดใจ
ก่อนที่จะส่งหนังสือเตือนอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนแรกที่ควรทำคือการสอบถามด้วยท่าทีที่เห็นอกเห็นใจ เพราะผู้เช่าบางรายอาจจะกำลังประสบปัญหาทางการเงินชั่วคราว หรือติดขัดปัญหาส่วนตัว การเปิดโอกาสให้เข้ามาพูดคุยเพื่อขอผ่อนผัน หรือแบ่งชำระเป็นงวดสั้น ๆ จะช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดี และมีโอกาสได้เงินคืนมากกว่าการใช้วิธีบีบบังคับตั้งแต่แรก
"การเจรจาด้วยความเข้าใจ มักจะให้ผลลัพธ์ที่เร็วกว่าการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายที่มีค่าใช้จ่ายและเสียเวลาเสมอกว่าหลายเท่าตัว"
2. ออกหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ (Notice)
หากผ่านพ้นกำหนดผ่อนผันและผู้เช่ายังคงเงียบหาย ขั้นตอนต่อไปคือการออกหนังสือแจ้งเตือนระบุจำนวนเงินที่ค้างชำระอย่างชัดเจน พร้อมกำหนดเวลาให้ชำระภายในกี่วัน (เช่น 7 วัน หรือ 15 วัน) โดยส่งเป็นจดหมายลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในกรณีที่ต้องดำเนินคดีในอนาคต
3. ห้ามทำการ "ล็อกห้อง" หรือ "ตัดน้ำไฟ" หากไม่มีระบุในสัญญา
ข้อนี้ถือเป็นจุดตกม้าตายของเจ้าของหอพักจำนวนมาก ตามกฎหมายแล้วการบุกรุกเข้าไปล็อกห้องหรือตัดสาธารณูปโภคโดยพละการ อาจทำให้เจ้าของหอพักมีความผิดฐาน "บุกรุก" หรือ "หมิ่นประมาท" ได้ เว้นแต่ว่าจะมีการระบุข้อสัญญาข้อนี้ไว้อย่างรัดกุมตั้งแต่ตอนเริ่มทำสัญญาเช่าเท่านั้น